เคล้า(น้อง)ดาว บนดอยอินท์ฯ
posted on 10 Jan 2009 21:53 by baancm in Story31-12-51
เป็นภาระกิจลับและฉุกเฉินทันทีที่ได้รู้ว่าญาติๆ จะขึ้นมาเที่ยวบ้านที่เชียงใหม่ ทางผมเลยต้องจำใจหนีออกเดินทาง เป็นกรณีพิเศษ โดยวางแผนให้คุณพ่อคุณแม่พาไปส่งร้านลุงแดงแถวๆ กม31 ใกล้ๆที่ทำการ อช.ดอยอินทนนท์
วันนี้ประชาชนแห่เดินทางมา count down นับถอยหลังวันขึ้นปีใหม่ที่ดอยอินทนนท์กันหลายพันคน โดยรายได้ที่เกิดขึ้นผมก็ไม่รู้ว่าจะไปเข้ากระเป๋าตังใครบ้างก็ไม่รู้ แต่ช่างเหอะ เมืองไทย เมืองนอก มันก็กินกันทั้งนั้นจะเอาจริงๆปราบกันจริงๆคงเป็นไปไม่ได้เพราะมันแฝงเข้าสู่กระแสเลือดทั้งข้าราชการประจำ และนักการเมืองท้องถิ่นแทบทั้งสิ้น ถ้าจะทำได้จริงๆมีทางเดียว format ใหม่ทั้งประเทศ...
คุณพ่อขับรถมาถึงร้านลุงแดงประมาณเที่ยงพอดีๆ แต่ก็ต้องรีบเดินทางลงเข้าเวียงอย่างเร่งด่วนเพื่อไปรับญาติๆพี่น้องที่สุดแสนจะน่ารัก ส่วนตัวผมเองก็เตรียมตัวหาที่กางเปล เพื่ออาศัยที่หลับนอนแถบๆข้างๆร้านลุงแดงนั่นเอง
ในขณะที่กินข้าวยังไม่ทันอิ่ม... มีผู้ชายคนนึงเดินมากินข้าว โดยนั่งฝั่งตรงข้ามผมนี่เอง
" เฮ้ยลุง!!!! เมื่อเช้ามีรถทะเบียน xx 99 พระนครศรีอยุธยา แม่งกวนตรีนสุดๆ "
" มันยังไงหล่ะหมอ...." ลุงแดงเอื้อนถามด้วยความอยากรู้และมือแกก็ผัดกระเพราต่อด้วยความเป็นปรกติ
" มันขับมาจะขึ้นมากลับรถตรงทางขึ้นพระธาตุ ผมก็บอกมันแล้วว่าตรงจุดนี้มันกลับรถไม่ได้นะครับ...."
"แล้วจะทำไม กูจะกลับ มีอะไรมั๊ย...?"
"มีสิครับ มันส่อถึงความทุเรศ และเห็นแก่ตัวคุณมากๆ ทางกลับรถที่ถูกคุณจะต้องขับขึ้นไปข้างบนแล้วค่อยลงมาไม่อย่างนั้นรถมันก็จะติดกันยาว..."
ผมนั่งฟังอยู่จนจบการสนทนาระหว่างลุงแดงกับชายแปลกหน้าและก็รู้สึกถูกใจผู้ชายคนนี้มากๆ ในขณะที่เขาปฏิบัติหน้าที่ เขาก็สามารถที่จะควบคุมอารมณ์และกล่าวคำด่าออกมาได้อย่างสุภาพแต่กินใจชิ๊ปเป๋ง... และภายหลังผมก็ได้รู้ว่าเขาเป็นนายทหารดูแลงานบริการบนดอยอินท์
ก็เป็นซะอย่างนี้แหล่ะครับมันถึงน่าจะ delete ,reset และ format ระบบต่างๆบนโลกให้มันหมดไปแล้วก็หันมาเริ่มต้นกันใหม่แล้วคงต้อง Download โปรแกรมฆ่าไวรัสลงไปด้วยหล่ะ... ผมก็เป็นคนนึงที่อยากเห็นและจะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นมั่งหล่ะครับ
" แล้วน้องมาคนเดียวรึไง? ..."
"ครับ ..ผมให้คุณพ่อมาส่งข้างบนแล้วก็มาหาที่นอนที่กินข้างบนคนเดียวครับ"
" เออหว่ะ.... เหมือนพี่สมัยก่อนเลยหว่ะ กระเป๋าใบเดียว เดินทางคนเดียว เที่ยวคนเดียว ,ไป...เดี๋ยวขึ้นไปนอนบนศูนย์เรด้าห์กับพี่นะ กินข้าวเสร็จแล้วก็ตามพี่มา" คำพูดห้วนๆ ชัดเจน และเข้าใจง่ายๆ ออกจากปากชายแปลกหน้า
"เห็นหนุ่มๆกล้ามใหญ่ๆ ใจง่ายทุกทีเลยหว่ะกรู" ผมนึกในใจและ งง เล็กน้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับผงกหัวงิ๊กๆ เป็นการตอบรับ ทั้งๆที่เราไม่รู้จักกันเลยว่าพี่เขาเป็นใคร? ทำอะไรบนดอยอินท์ฯ?และจะพาเราไปไหน?
ตอนนั้นทุกอย่างในหัวก็ มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มหัว... แต่ก็ตามพี่เขาไป...
หลังจากกินข้าวเสร็จพี่เขาก็พาขึ้นรถกะบะ
ขับมุ่งหน้าสู่เรือนประทับแรม ดอยผาตั้ง อินทนนท์ แต่เราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้นะครับ เนื่องจากเป็นที่ประทับของพระราชวงศ์ ทำได้ก็เพียงชื่นชมกับพระบารมี และความสวยงามของพญาเสือโคร่งที่ออกดอกอย่างงดงามจำนวน 999 ต้น ที่ทรงรับสั่งให้ปลูกไว้ ณ บริเวณนี้
หลังจากลงมาจากที่ประทับ พี่เขาก็ย้อนกลับลงมาที่บ่อเลี้ยง ปลาเรนโบว์ โทรอท์ (Rainbow trout)
และ ปลาปลาสเตอร์เลียน (Siberian Sturgeon)
ลักษณะบ่อปลาที่ทำขึ้นจะใช้ระดับความสูงต่ำของภูมิประเทศช่วยในการไหลเวียนของน้ำ
โดยเฉพาะ Rainbow trout เป็นปลาที่นำไปเสริฟบนเครื่องบิน frist class โดยเฉพาะ, กิโลละ 300 บาท ตัวเต็มวัยพร้อมเสริฟก็อยู่ที่ประมาณ 4 กิโลกว่าๆ ผมเห็นตัวเป็นๆแล้วมันก็งั้นๆแหล่ะครับ ... *-*
ส่วนไอ้ลูกสีเหลืองๆ มีเปลือกบางๆ นี่ชื่อว่า Cave goose burrey ไม่รู้ว่าสะกดอย่างไรนะครับแต่ออกเสียงอย่างนี้ไปก่อนละกันครับ แต่ผลไม้ชนิดนี้พระราชินีท่านทรงชอบเสวยเป็นพิเศษ โดยพระองค์ทรงนำไปจิ้มกับช๊อกโกแลตเหลวก่อนแล้วจึงเสวย ที่สำคัญมีปลูกเฉพาะบนดอยอินทนนท์เท่านั้น...
และสำคัญมากกว่านั้นอีก ผมลองกินมันแล้วหล่ะ.... (สะจายสะจายยย)
ต้นกีวี ที่ปลูกอยู่ในแปลงในเขตโครงการหลวงฯ เสียดายที่ตอนนี้ยังไม่ใช่ฤดูของเขา...
ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อน้ำตกใหม่เป็น...สิริภูมิ นั้น ชาวบ้านจะเรียกน้ำตกที่นี่ว่าน้ำตกเล่ารึ ซึ่งเล่ารึนี่เดิมจะเป็นชื่อของผู้ใหญ่บ้านแถวนี้นั่นเอง หลังจากที่มีโครงการหลวงขุนห้วยแห้ง และโครงการหลวงขุนกลาง มาก็เปลี่ยนชื่อน้ำตกที่นี่เพื่อเทอดพระเกียรติพระองค์ท่าน และทั้ง 2โครงการนี้ก็ได้รวมกันเป็น โครงการหลวงเกษตรอินทนนท์
หลังจากออกมาจากบ่อเลี้ยงปลาแล้วพี่เขาก็พาไปต่อที่แปลงปลูกดอกกล้วยไม้ ผมก็กดชัตเตอร์มาขำๆ ก็ไม่กี่รูป
ส่วนไอ้ดอกหน้าวัวสีม่วงนั้น ทางโครงการฯ เพิ่งทำการผสมพันธุ์ได้ใหม่ๆ สดๆร้อนๆเลยนะครับ
ดูนาฬิกาก็ปาไปสี่โมงกว่าๆแล้ว ทางพี่เขาต้องขึ้นไปรับลูกน้องกลับพักบนศูนย์เรด้าห์ เราเลยต้องหยุดการเที่ยวชมโครงการหลวงฯไว้เท่านี้
ข้างบนอากาศเย็นมาก แตกต่างกับตรงที่ทำการอย่างเห็นได้ชัดเจน อุณหภูมิในช่วง ห้าโมงอยู่แค่ประมาณ 10 องศาเศษๆเท่านั้น พี่เขาก็พาเดินเอาของไปเก็บที่ศูนย์เรด้าห์ โดยที่ศูนย์เรด้าห์นี้ได้ทำการเปิดเมื่อ ปี 2519 ก่อนผมเกิด 10กว่าปี....
ที่อ่างกาหลวง... จะเป็นต้นน้ำแม่ปิง จะไหลลงแม่น้ำแม่แจ่ม แล้วไปเจอแม่ปิง ที่อำเภอฮอด..
โดยที่น้ำในบริเวณอ่างกาหลวงนี้เป็น 1 ใน 3 ที่ทางสำนักพระราชวัง จะนำน้ำไปประกอบพิธีสำคัญๆ ของพระมหากษัตริย์ โดยน้ำที่ถูกตักนำไปใช้ประกอบพิธี อยู่ตรงไหนหน่ะหรือครับ... อยู่เกือบๆถึงศาลเจ้ากรมเกียรติ์ นะครับ อธิบายไม่ถูก แต่รู้ตำแหน่งครับ ..^0^..
ส่วนอีก2ที่นั้นจะอยู่ที่ดอยหลวงเชียงดาว และ วัดบุปผารามที่เมืองเชียงใหม่...
ส่วนประวัติเล็กน้อยของ พล อ.อ.ท่านเจ้ากรมเกียรติ์ มังคละพฤกษ์นั้นท่านเป็นนายทหารที่มาสำรวจดอยอินทนนท์เป็นชุดแรกและได้ประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ที่นี่ครับศาลเจ้ากรมเกียรติ์ สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ พลอากาศเอก เกียรติ์ มังคละพฤกษ์ และหัวหน้า นิพนธ์ บุญทารมณ์ และท่านทั้งสองได้ได้ถึงแก่อนิจกรรม ณ ที่นี่ ภายหลังจากที่ได้เสร็จสิ้นภารกิจสำรวจที่ตั้งศูนย์ควบคุมและรายงานดอยอินทนนท์ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม 2514 รายละเอียดถ้าอยากทราบก็ค้นหากันต่อเอาเองนะครับ
ที่ดอยอินทนนท์นี่ถือเป็นจุดสูงสุดในประเทศไทย ซึ่งหลักหมุดสูงสุดจะอยู่ด้านหลังกู่บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งหลักหมุดถูกบันทึกไว้ที่ 2565.3341 เมตร แต่... ความสูงที่แท้จริงนั้น อยู่ในเขตศูนย์เรด้าห์ของทหารอากาศครับ ความสูงที่ถูกต้องจริงๆจะเพิ่มขึ้นมาอีก 13.80 ม. ถามว่าอยู่ตรงไหนหรือครับ..?
ทริปนี้กะว่าจะไปฟาดกะนกบนดอยอินท์ฯ สักวัน 2 วัน แต่คนเยอะมาก นกหาย มีแต่รถยนต์และควันพิษ เช้าวันที่ 1 มกราคม 2552 ผมเลยต้องขอตัวคุณพี่ กลับลงมาและเดินทางต่อ ...ไปเชียงราย
ทริปนี้มันส์มากครับ ค่ำไหนนอนนั่น.. สนุกจริงๆ ที่ได้เจอะเจอผู้คน แล้วเจอกันใหม่นะครับ ^^.